มาเตรียมตัวเก็บของและหา รถรับจ้าง ให้พร้อมก่อนจะย้ายบ้าน

มาเตรียมตัวเก็บของและหา รถรับจ้าง ให้พร้อมก่อนจะย้ายบ้าน เชื่อว่าทุกคนคงรู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย เพียงแค่คิดว่าจะได้ย้ายเข้าไปอยู่บ้านใหม่ในเร็ววันนี้ ซึ่งความตื่นเต้นนี่แหละที่ทำให้บางคนเผลอตัวจนลืมเตรียมตัวทำอะไรต่อมิอะไรไปตั้งหลายอย่าง อย่างเช่น นำสิ่งของที่จะต้องทิ้งแพ็กลงกล่องเก็บของ แล้วขนย้ายไปบ้านใหม่ด้วย ส่วนเรื่องที่จำเป็นต้องทำก็กลับไม่ได้ทำเสียอย่างนั้น ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดหรือมีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด มาเตรียมตัวให้พร้อมก่อนจะย้ายบ้านด้วยคำแนะนำเหล่านี้กันดีกว่า

1. กุญแจสำคัญคือ การจัดการอย่างเป็นระบบ

การจัดระบบคือ สิ่งที่ดีที่สุดที่สามารถทำให้คุณมั่นใจได้ว่า การย้ายบ้านจะราบรื่นและไม่มีข้อผิดพลาดหรือมีข้อผิดพลาดน้อย โดยทำเช็กลิสต์เรื่องที่ต้องทำให้เสร็จสิ้นก่อนย้ายบ้าน รวมไปถึงสิ่งของที่จำเป็นต้องซื้อมาเตรียมเอาไว้ เพื่อนำมาแพ็กรวมกับของที่กำลังจะขนย้าย และนัดแนะเรื่องวันกับเวลากับคนที่จะมาทำการขนย้ายสิ่งของให้กับคุณ หรือเช็กลิสต์อื่น ๆ ที่คิดว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณ อย่างเช่น จ้างแม่บ้านทำความสะอาดบ้านใหม่ก่อนจะขนย้ายข้าวของเข้าไป แล้วถ้าต้องจ้างแม่บ้านทำความสะอาดต้องจ้างประมาณกี่คน? คุณต้องการจะย้ายให้เสร็จภายในเดียวหรือค่อย ๆ ทยอยขนของสักประมาณ 2-3 วัน? ส่วนลูก ๆ หรือสัตว์เลี้ยงของคุณต้องการอะไรเป็นพิเศษให้กับพวกเขาไหม? แล้วตอนนี้คุณมีเบอร์โทรศัพท์เอาไว้ติดต่อเจ้าหน้าที่บริษัทซ่อมแซมไฟฟ้า ท่อประปา และโทรศัพท์แล้วหรือยัง? เป็นต้น

2. กำจัดสิ่งของที่ไม่ต้องการออกไป

ไม่มีเรื่องอะไรที่จะรบกวนการย้ายบ้านของคุณได้มากกว่าไปกว่าการเห็นสิ่งของที่คุณไม่ต้องการ หรือสิ่งของที่ไม่ได้ใช้แล้วถูกย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหม่ด้วย ดังนั้นก่อนที่จะทำการขนย้ายสิ่งของ ควรตรวจสอบให้ดีเสียก่อนว่า สิ่งของที่คุณไม่ต้องการ หรือสิ่งของที่ไม่ได้ใช้แล้วปะปนอยู่ด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะในลิ้นชักของโต๊ะ ตู้ และเตียง ถ้าหากพบว่า ยังมีสิ่งของเหล่านั้นอยู่ก็ให้ลองพิจารณาดูว่า จะนำไปทิ้งในถังขยะ นำไปบริจาค นำไปให้เพื่อน ๆ ที่ต้องการ หรือใช้วิธีที่ดีกว่านั้น คือ ติดป้ายราคา หรือนำไปขายผ่านเว็บไซต์ ถึงแม้ตอนนี้คุณอาจจะแอบรู้สึกเสียดายนิด ๆ แต่เชื่อเถอะว่า หากไม่มีสิ่งของเหล่านั้นคุณจะรู้สึกดีขึ้นมาก โดยเฉพาะเวลาที่รู้ว่ามีจำนวนสิ่งของที่คุณต้องขนย้ายน้อยลง

3. สำรวจข้อมูลบริษัทรับขนย้ายบ้าน

ทุกบริษัทที่รับจ้างขนย้ายบ้านมีเงื่อนไขและวิธีการที่แตกต่างกันไป ฉะนั้นสิ่งที่คุณควรทำก่อนจะติดต่อกับพวกเขาก็คือ สำรวจข้อมูลในส่วนของเงื่อนไขกับค่าธรรมเนียมในการขนย้ายของแต่ละบริษัท และนำมาเปรียบเทียบกันดูเสียก่อน แล้วลองพูดคุยคร่าว ๆ กับบริษัทที่คุณสนใจเกี่ยวกับข้อมูลอื่น ๆ ที่ต้องการจะรู้ อย่างเช่น ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ในกรณีที่ต้องการให้พวกเขาช่วยแพ็กของให้กับคุณด้วย นอกจานี้ควรจะมีการพูดคุยเกี่ยวกับเงื่อนไขการรับประกันสิ่งของ และระเบียบการจัดเก็บสิ่งของหากจำเป็นต้องพักของไว้ข้ามคืน หรือคำถามอื่น ๆ ที่คุณมี และวิธีการคิดค่าธรรมเนียม คิดตามจำนวนกล่อง เวลา หรือระยะทางขนย้าย ก็ต้องสอบถามให้แน่ชัด หลังจากได้ข้อมูลมาแล้วควรจะจดบันทึกให้เรียบร้อย เอาไว้เตือนความจำและเป็นหลักฐานยืนยันข้อตกลง

4. ทยอยแพ็กของให้เป็นระเบียบ

การแพ็กของเป็นงานที่ค่อนข้างหนักพอสมควร และเป็นงานหลักของการย้ายบ้านเลยทีเดียว ดังนั้นถ้าไม่อยากให้มีข้อผิดพลาดใด ๆ เกิดขึ้น คุณควรจะวางแผนแพ็กของให้เสร็จก่อนถึงกำหนดวันย้ายบ้าน ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีกับตัวคุณเองมากเท่านั้น เพื่อที่จะได้มีเวลาเหลือสำหรับตรวจสอบความถูกต้องมากขึ้น และที่สำคัญคุณอาจจะทำการทยอยขนของเข้าบ้านใหม่ได้ก่อนเวลา อย่างเช่น สิ่งของมีค่า หรือสิ่งของแตกง่าย เพื่อความปลอดภัยและเสี่ยงต่อความเสียหายน้อยกว่า

ส่วนวิธีการแพ็กของก็ง่าย ๆ โดยให้คุณเริ่มจากเก็บสิ่งของที่ถูกนำมาใช้น้อยที่สุดลงกล่องไปก่อน ส่วนสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้บ่อย ๆ ก็เอาไว้เก็บช่วงหลัง พร้อมกันนี้ควรจะจดรายชื่อสิ่งของระบุเอาไว้ด้วยว่า มีสิ่งของชิ้นใดอยู่ในกล่องบ้าง เพื่อความสะดวกในการนำออกมาใช้ประโยชน์ ส่วนบ้านที่มีหลายห้องก็ให้ระบุลงได้ด้วยว่า กล่องใส่ของแต่ละใบจะนำไปใช้กับห้องไหน

5. อุปกรณ์สำหรับแพ็กของ

ทุกคนคงรู้อยู่แล้วว่า เทปกาวคืออุปกรณ์สำคัญที่จะขาดไม่ได้ แต่ทั้งนี้คุณควรเช็กให้แน่ใจด้วยว่า เทปที่จะนำมาใช้เป็นเทปกาวที่ติดแน่น เนื้อเหนียว ไม่ฉีกขาดง่าย และมีอุปกรณ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกเพื่อให้สามารถดึงเทปกาวออกมาใช้งานหรือม้วนเก็บได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเตรียมแอร์บับเบิลหรือพลาสติกกันกระแทก, กระดาษหนังสือพิมพ์, กรรไกร, ปากกามาร์กเกอร์ และกล่องใส่ของในจำนวนที่พอดีกับสิ่งของที่ต้องนำมาแพ็ก ซึ่งกล่องแพ็กของไม่จำเป็นต้องเป็นกล่องพลาสติกใบใหญ่เสมอไป เพราะเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ หากเป็นไปได้อาจจะหาซื้อกล่องกระดาษจากร้านขายของชำทั่วไปก็ได้

6. อย่าลืมเตรียมตัวให้สัตว์เลี้ยง

สัตว์เลี้ยงค่อนข้างเซนซิทีฟกับการย้ายบ้าน ทั้งนี้เพื่อให้สัตว์เลี้ยงรู้สึกสบายและปลอดภัยเหมือนบ้านเก่า ควรจะเก็บสิ่งของทุกชิ้นของสัตว์เลี้ยงตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นที่นอน, ของเล่น, ยารักษาโรค หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ควรจะเก็บอาหาร ขนม กับภาชนะใส่น้ำไว้จุดที่สามารถหยิบมาใช้ได้ง่าย ที่สำคัญกลิ่นที่อยู่บนสิ่งของเหล่านี้ยังช่วยให้สัตว์เลี้ยงคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมของบ้านหลังใหม่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย นอกจากนี้ควรตรวจเช็กล็อกประตูหน้าต่างให้เรียบร้อยด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงหนีออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก โดยเฉพาะในกรณีที่คุณไม่สามารถย้ายเข้าไปอยู่บ้านหลังใหม่ในคืนแรกพร้อม ๆ กับสัตว์เลี้ยงได้

7. สร้างความสบายให้กับเด็กๆ

วิธีสร้างความคุ้นเคยให้กับเด็ก ๆ ก็คือ การพาพวกเขาเดินชมรอบ ๆ บ้านหลังใหม่ให้ทั่วทุกมุม และปล่อยให้พวกเขาพูดในสิ่งที่ต้องการจะพูดหรือถาม เพราะก่อนที่พวกเขาจะเริ่มปรับตัวให้เข้ากับบ้านใหม่ได้ อาจจะเกิดอาการโฮมซิกหรือคิดถึงบ้านหลังเก่าขึ้นมาได้ ดังนั้นสิ่งที่คุณควรทำก็คือ เก็บสิ่งของของพวกเขาย้ายเข้ามาที่บ้านหลังใหม่ด้วย โดยเฉพาะของโปรดของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นของเล่น ชุดนอน หรือผ้าห่มผืนเก่าก็ตาม

8. แพ็กของจำเป็นใส่กระเป๋าเดินทาง

เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงไม่สามารถจัดบ้านให้เข้าที่เข้าทางภายในวันสองวันแรกได้ ดังนั้นเพื่อความสะดวกคุณควรจะแพ็กของจำเป็นใส่กระเป๋าเดินทางเอาไว้ อย่างเช่น เสื้อผ้า ยาสามัญประจำบ้าน และของใช้ในห้องน้ำ เป็นต้น เพื่อให้สามารถหยิบของใช้เหล่านี้ออกมาใช้งานได้สะดวกขึ้น โดยไม่ต้องรื้อข้าวของทั้งหมดออกมา

9. วางแผนจัดระเบียบของหลังย้าย

หลังจากที่วางแผนแพ็กของเสร็จแล้ว ควรจะวางแผนสำหรับจัดเก็บของในบ้านหลังใหม่ด้วย โดยการพิจารณาว่า ควรจะจัดเก็บสิ่งของชิ้นใดก่อน-หลัง จะได้ไม่ต้องแกะของทั้งหมดออกมาวางให้เกะกะบ้าน พร้อมกับช่วยป้องกันการสูญหาย หรือแตก หัก ชำรุด เสียหาย ที่สำคัญยังทำให้บ้านดูเป็นระเบียบเรียบร้อยน่าอยู่ขึ้นด้วย เริ่มจากห้องที่จำเป็นต้องใช้ก่อนเป็นอันดับแรก อย่างเช่น ห้องนอนทั้งห้องตัวเองและห้องของเด็ก ๆ หลังจากนั้นก็นำผ้าเช็ดตัวกับเครื่องอาบน้ำไปวางในห้องน้ำ ตามด้วยการติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสายโทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต โคมไฟ ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์อื่น ๆ ของแต่ละห้อง แล้วค่อยหันมามาจัดการจัดเครื่องใช้ในห้องครัวให้เป็นระเบียบ ทั้งจาน ชาม แก้วน้ำ สิ่งของที่จำเป็นต้องใช้เตรียมอาหาร ก็เอาออกมาเฉพาะเท่าที่จำเป็น ส่วนของชิ้นอื่น ๆ ก็ค่อยตามมาจัดการทีหลังเมื่อมีเวลาว่าง